| |
กำหนดการเดินทาง : 31 ธ.ค.–3 ม.ค.52// 1-4 ม.ค. 52 |
| วันแรกของการเดินทาง กรุงเทพฯ – อุดรธานี – เวียงจันทน์ – วังเวียง [/-L-D] |
| 08.00 |
คณะพร้อมกัน ณ สนามบินดอนเมือง อาคารภายในประเทศ เคาน์เตอร์เช็คกรุ๊ป การบินไทย (TG) |
| 09.25 |
นำท่านออกเดินจากกรุงเทพฯ สู่ จ.อุดรธานี โดย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG1002 |
| 10.30 |
เดินทางถึงสนามบิน จ.อุดรธานี นำท่านเดินทางโดยรถปรับอากาศ สู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย ผ่านขั้นตอนพิธีการตรวจคนเข้าออกเมืองเป็นที่เรียบร้อย นำท่านเดินทางข้ามสะพานสู่ นครเวียงจันทน์เมืองหลวงของ สปป.ลาว จากนั้นนำท่านไปสักการะ วัดพระธาตุหลวง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประตูชัย เป็นศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติลาว มีความหมายต่อจิตใจของประชาชนชาวลาวอย่างใหญ่หลวง แทนถึงความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยของลาว สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะโดดเด่นที่สุดในอาณาจักรล้านช้าง เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรม ในพระพุทธศาสนากับสถาปัตยกรรมของอาณาจักร มีลักษณะคล้ายป้อมปราการ มีการก่อสร้างระเบียงสูงใหญ่ขึ้นโอบล้อมองค์พระธาตุไว้ พร้อมกับทำช่องหน้าต่างเล็กๆ เอาไว้โดยตลอด ประตูทางเข้าเป็นบานประตูไม้ใหญ่ลงรักสีแดง รอบๆองค์พระธาตุยังมีเจดีย์บริวารล้อมอยู่โดยรอบชม อนุสาวรีย์ประตูชัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครเวียงจันทน์ บนถนนล้านช้างจะไปสิ้นสุดที่บริเวณประตูชัย สร้างเสร็จในปี พ.ศ.2512 เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาว ที่สละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ ประตูชัยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า รัยเวย์แนวตั้ง เพราะการก่อสร้างนี้ใช้ปูนซีเมนส์จากประเทศอเมริกา ที่ซื้อมาเพื่อสร้างสนามบินใหม่ในเวียงจันทน์ในระหว่าง สงครามอินโดจีนแต่พ่ายเสียก่อนจึงได้นำมาสร้างประตูชัยแทน เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะล้านช้าง กับฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงามและกลมกลืนอย่างยิ่ง |
| เที่ยง |
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารแม่โขง (เมืองเวียงจันทน์)
หลังอาหารนำท่านชม หอพระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาธิราช ติดกับทำเนียบประธานประเทศ แต่เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2108 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ที่อัญเชิญมาจากล้านนา ปัจจุบันเป็นหอพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงพระแท่นราชบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎกภาษาขอม และกลองสำริดประจำราชวงศ์ของลาว และรวบรวมศิลปะโบราณวัตถุล้ำค่าของลาวไว้ที่นี่ แล้วนำท่านข้ามถนนไปชม วัดสีสะเกด ตั้งอยู่บนถนนเชษฐาราช ตรงข้ามกับหอพระแก้ว เจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2361 เป็นสถาปัตยกรรมแบบของไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นวัดที่เก่าที่สุดในนครเวียงจันทน์ ผนังด้านในของระเบียงที่ล้อมรอบพระอุโบสถไว้มีการเจาะเป็นซุ้มเล็กๆ สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเงินและพระพุทธรูปดินเผามากกว่า 2,000 องค์ สำหรับระเบียงด้านตะวันตกเป็นที่เก็บรวบรวมเศษชิ้นส่วนของพระพุทธรูป ด้านหลังของพระอุโบสถมีรางไม้ รูปทรงคล้ายพญานาคใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระ ในเทศกาลสงกรานต์ ด้านซ้ายมือเป็นหอไตรสร้างตามแบบอย่างแบบศิลปะพม่า ปัจจุบันวัดนี้ใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของลาว จากนั้นนำท่านออกเดินทางขึ้นเหนือสู่ เมืองวังเวียง (ห่างจากเวียงจันทน์ 156 กม) เมืองวังเวียง เป็นเมืองธรรมชาติสวยสดงดงาม อากาศเย็นสบาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวของลาวตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำซอง ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง มองเห็นสายน้ำกว้างสลับกับเนินทราย โดยมีเทือกเขาหินปูนเป็นฉากหลัง วังเวียงได้ฉายาว่า กุ้ยหลินแห่งเมืองลาว
|
| ค่ำ |
บริการอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารนางบด
หลังอาหารนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก นำท่านเขาสู่ที่พัก Thavonesouk Resort & Hotel หรือ เทียบเท่า |
| |
|
| วันที่สองของการเดินทาง วังเวียง - หลวงพระบาง (เมืองมรดกโลก) [B-L-D] |
| 07.00 |
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารเช้านำท่านเดินทางสู่เมืองหลวงพระบาง ระยะทาง 210 กิโลเมตร ระหว่างทางท่านจะได้ผ่านหมู่บ้านไม้นานาพันธุ์ ขุนเขาหลายสิบลูก เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันงดงาม การทำนาขั้นบันได และหมู่บ้านชนเผ่าต่างๆ ของลาว ผ่านเมือง กาสี พูคูณ เชียงเงิน และ เส้นทางสายนี้ถือว่าเป็นสันทางที่สวยที่สุด เส้นทางหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ |
| เที่ยง |
บริการอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารเทพบุบผา
หลังอาหารท่านเดินทางสู่ พระราชวังเก่า (Royal Palace Museum) เป็นวังที่ เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ทรงประทับอยู่ที่นี่จนสิ้นพระชนม์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2518 พระราชวังก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็น พิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย หอฟังธรรม ห้องรับแขกของเจ้ามหาชีวิตและพระมเหสี ห้องท้องพระโรง ทางด้านหลังก็เป็นพระตำหนักซึ่งมีเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ จัดเก็บไว้เป็นระเบียบเรียบง่าย และนำท่านนมัสการหอพระบาง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบาง เป็นพระพุทธรูปประทับยืน ปรางค์ห้ามสมุทร เป็นพระพุทธรูปศิลปะขอมสมัยหลังบายน น้ำหนัก 54 กก. ประกอบด้วยทองคำ 90% และยังมีพระพุทธรูปนาคปรกสลักศิลาศิลปะขอมอีก 4 องค์ประดิษฐานอยู่ เดินทางไปยังหลังจากนั้นตรงข้ามพระราชวังนำท่านเดินขึ้นบันได 328 ขั้นสู่ พระธาตุภูษี (Phou Si Mountian) สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นดอกจำปา ภูษีนี้ หมายถึง “ภูศรี” คือเป็นศรีของเมืองหลวงพระบางนั่นเอง ตั้งโดดเด่นกลางใจเมืองมีจุดชมวิวก่อนถึงยอดพระธาตุ มองเห็นวัด บ้านเรือน ทอดยาวขนานกับแม่น้ำโขงจรดปากแม่น้ำคาน ยอดสูงสุดของภูษี อยู่บนพื้นที่ราบแคบๆ ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร จะสวยมากในยามบ่ายแก่ๆ แบบนี้แสงแดแจะส่ององค์พระธาตุเป็นสีทองสุกปลั่ง มีทางเดินรอบองค์พระธาตุ สามารถชมทิวทัศน์ตัวเมืองหลวงพระบางได้ |
| ค่ำ |
บริการอาหารเย็น ณ ร้านอาหารอินโดชัยน่า หลังอาหารท่านสามารถเดินเที่ยวชม ถนนข้าวเหนียว ของหลวงพระบาง หรือ ตลาดมืด เลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองไว้เป็นของฝากหรือเป็นที่ระลึก
นำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Manoluck Hotel (ระดับมาตรฐาน 3 ดาว) หรือ เทียบเท่า *** อิสระพักผ่อนตามอัธยาศัย *** |
| |
|
| วันที่สามของการเดินทาง หลวงพระบาง (เมืองมรดกโลก) [B-L-D] |
| 05.00 |
ตื่นเช้าไปร่วม ทำบุญ-ตักบาตร กับชาวหลวงพระบางทุกเช้าชาวหลวงพระบางทุกบ้าน จะพากันออกมานั่งรอตักบาตรพระสงฆ์ที่เรียงแถว เดินมาตามถนนเป็นร้อย ๆ รูป ซึ่งเป็นภาพยามเช้าที่มีชีวิตชีวาของหลวงพระบาง โดยสะท้อนถึงวิถีชีวิตของสังคมอันสงบสุขและความเลื่อมใส ศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมของชาวล้านช้าง และนำท่านแวะเที่ยวชม ตลาดเช้า ของเมืองหลวงพระบาง |
| 07.00 |
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
หลังอาหารนำท่านลงเรือเดินทางชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำโขง ถ้ำติ่ง (Ting Cave) ซึ่งเป็นถ้ำอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำโขงมีอยู่ 2 ถ้ำ คือ ถ้ำล่างและถ้ำบน ถ้ำติ่งลุ่ม หรือ ถ้ำล่างสูง 60 เมตรจากพื้นน้ำ มีลักษณะเป็นโพรงน้ำตื้นๆ มีหินงอกหินย้อย มีพระพุทธรูปไม้จำนวนนับ 2,500 องค์ ส่วนใหญ่จะเป็นพระยืน มีทั้งปางประทานพร และปางห้ามญาติ ถ้ำติ่งบน จะไปทางแยกซ้ายเดินขึ้นบันไดไป 218 ขั้น ปากถ้ำไม่ลึกมากมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำแต่ไม่มากเท่าถ้ำล่าง สมัยโบราณเป็นที่สักการะบวงสรวงดวงวิญญาณ ผีฟ้า ผีแถน เทวดาผาติ่ง ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำพระพุทธรูปเข้ามา และจึงทรงใช้ถ้ำติ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา แล้วล่องเรือกลับ ก่อนถึงตัวเมืองหลวงพระบางแวะ บ้านช่างไห ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำโขง มีอาชีพในการหมักสาโท และต้มเหล้าขาว จำหน่ายและยังเป็นแหล่งรวมสินค้าพื้นเมืองจำพวก ผ้าทอลวดลายสวยงามมากมาย เครื่องเงิน วางจำหน่ายอย่างเป็นระเบียบ ชมความร่วมมือของชาวบ้านที่ได้จัดแต่งลานบ้าน อย่างสวยงามเพื่อรอรับนักท่องเที่ยว ได้เวลาพอสมควรลงเรือเดินทางกลับสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง |
| เที่ยง |
บริการอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารบ้านสวนปากอู |
| บ่าย |
นำเดินทางผ่านหมู่บ้านชนบท ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านสู่ น้ำตกตาดกวงชี (Kuang Xi Waterfall) ห่างจากหลวงพระบาง 30 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดในเขตหลวงพระบาง ชมความงามของน้ำตกที่ตกลดหลั่นเป็นชั้นๆ อย่างสวยงามแต่ละชั้นเกิดจากการผสมของหินปูนสูงราว 70 เมตร มี 2 ชั้น สภาพป่าร่มรื่น มีสะพานและเส้นทางเดินชมรอบๆ น้ำตก จากนั้นนำท่านเดินทางกลับหลวงพระบาง โดยแวะช้อปปิ้งผ้าพื้นเมืองที่ บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อ มีฝีมือในการทอผ้าอย่างสวยงาม อดีตเป็นแหล่งทอผ้าถวายแด่เจ้ามหาชีวิต ปัจจุบันผ้าทอจากบ้านผานมนี้มีชื่อเสียงมาก และมีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า และยังมีการสาธิตให้ท่านชมด้วย จากนั้นนำท่านเที่ยวชม วัดเชียงทอง (Xieng Thong Temple) เป็นวัดหลวงคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปเวียงจันทน์ และยังได้รับการอุปถัมภ์จากเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเจ้าชีวิตศรีสว่างวงศ์วัฒนา กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว บริเวณที่ตั้งของวัดอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของตัวเมืองหลวงพระบาง ใกล้บริเวณที่แม่น้ำคานไหลมาบรรจบกันกับแม่น้ำโขง มีพระอุโบสถ หรือภาษาลาวเรียกว่า “สิม” เป็นหลังไม่ใหญ่โตนัก หลังคาพระอุโบสถแอ่นโค้งและลาดต่ำลงมาก ซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น เป็นศิลปะแบบหลวงพระบาง ส่วนกลางมี ช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 ช่อ ซึ่งเป็นที่สังเกตกันว่า เป็นวัดที่พระมหากษัตริย์สร้างขึ้นจึงมี 17 ขั้น ส่วนสามัญจะสร้างกันแค่ 1-7 ช่อ เชื่อกันว่าจะเก็บของมีค่าไว้ในนั้นด้วย ส่วนหน้าบัน หรือภาษาลาวว่า “โหง่” เป็นรูปเศียรนาค ความงามของวัดอยู่ที่ความสงบสง่าสะอาด มีการวางผังออกแบบและบำรุงรักษาอย่างดีเยี่ยม จากนั้นนำท่านเข้าชม วัดวิชุนราช (Visounnarath Temple) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าวิชุนราช ในปี พ.ศ. 2046 สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ซึ่งอาราธนามาจากเมืองเวียงคำ มีเจดีย์ปทุมหรือพระธาตดอกบัวใหญ่ วัดนี้มีพระธาตุเจดีย์องค์ใหญ่รูปทรงคล้ายแตงโมผ่าครึ่ง ทำให้ชาวลาวเรียกกันว่า พระธาตุหมากโม เป็นทรงโอคว่ำ ยอดพระธาตุลักษณะคล้าย รัศมีแบบเปลวไฟของพระพุทธรูปแบบลังกาหรือสุโขทัย เจดีย์นี้อาจดูทรุดโทรมมากแม้จะมีการปฏิสังขรณ์มา 2 ครั้งแล้วในปี พ.ศ.2402 ในสมัยพระเจ้าสักกรินทร์(คำสุก) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ได้โปรดให้มีการบูรณะใหม่และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2457 ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ได้ค้นพบโบราณวัตถุมีค่ามากมาย เช่น เจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปหล่อสำริด พระพุทธรูปทองคำ ปัจจุบันนำไปเก็บไว้ในหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ในพระราชวังหลวงจนปัจจุบัน |
| ค่ำ |
บริการอาหารค่ำ ณ ร้านอาหารมีชัยผล
หลังอาหารนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก Manoluck Hotel (ระดับมาตรฐาน 3 ดาว) หรือ เทียบเท่า |
| |
|
| วันที่สี่ของการเดินทาง หลวงพระบาง - เวียงจันทน์ – หนองคาย – อุดรธานี - กรุงเทพฯ [B-L-D] |
| เช้า |
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของที่พัก
หลังอาหารออกเดินทางไปยัง เวียงจันทน์ ตามเส้นทางเดิม (เส้นทางวังเวียง) บรรยากาศใหม |
| เที่ยง |
บริการอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหารนางบด
หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่เมืองเวียงจันทน์ ก่อนข้ามด่านกลับประเทศไทย ให้ท่านได้ ช้อปปิ้ง สินค้าปลอดภาษี (Duty Free) เพื่อได้เป็นของฝากก่อนเดินทางกลับ เมื่อได้เวลาพอสมควรนำท่านเดินทางต่อสูสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว จ.หนองคาย ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าปลอดภาษี ได้เวลาพอสมควรนำท่านเดินทางสู่ สนามบิน จ.อุดรธานีเพื่อเดินทางกลับ กรุงเทพฯ |
| 19.45 |
ออกเดินทางกลับกรุงเทพโดย สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 1015 |
| 20.45 |
เดินทางถึงสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ พร้อมประสบการณ์ใหม่ และ ความประทับใจ |